วัดมังกรบุปผาราม จันทบุรี



วัดมังกรบุปผาราม (เล่งฮั่วยี่) เป็นวัดจีนขนาดใหญ่ในจังหวัดจันทบุรี เป็นที่เคารพศรัทธาของนักแสวงบุญ พุทธศาสนิกชน ชาวไทยเชื้อสายจีน และถือเป็นตำแหน่งของหางมังกร ที่สืบเนื่องจากวัดมังกรกมลาวาส (หัวมังกร) และวัดจีนประชาสโมสร (ท้องมังกร) จึงมีผู้คนนิยมแวะมากราบสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล ขอพรให้เกิดโชคลาภ สะเดาะเคราะห์ เสริมดวงชะตา แก้ปีชง

วัดมังกรบุปผาราม ตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท เส้นทางไปตราด (หรือเส้น จันท์-ขลุง) อยู่ใกล้ทางเข้าน้ำตกพลิ้ว จึงไม่ไกลจากตัวเมืองจันทบุรีมากนัก

วัดมังกรบุปผาราม มีชื่อจีนว่า "เล่งฮั่วยี่" แต่ละคำมีความหมายคือ เล่ง แปลว่ามังกร ฮั่ว แปลว่า ดอกไม้ ยี่แปลว่าวัด เป็นวัดในพุทธศาสนา มหายานฝ่ายจีนนิกาย สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2520 มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่เศษ โดยสร้างขึ้นตามเจตนารมณ์ของบูรพาจารย์จีน "พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร (สกเห็ง)*" เจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ที่ต้องการสร้างวัดคู่บ้านคู่เมือง ให้แก่ชาวไทยเชื้อสายจีน โดยยึดคติความเชื่อในเรื่องมังกรจีนที่ว่า มังกรจะประกอบด้วยส่วนหัว ส่วนตัว(หรือท้อง) และส่วนหาง จึงได้จัดสร้างวัดขึ้น 3 วัดคือ

- วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่)** อยู่ที่กรุงเทพมหานคร เป็นวัดที่สร้างขึ้นก่อนวัดอื่นๆ ถือเป็นส่วนหัวของมังกร
- วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่)*** อยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ถือเป็นส่วนท้องมังกร
- วัดมังกรบุปผาราม (เล่งฮั่วยี่) อยู่ในจังหวัดจันทบุรี ถือเป็นส่วนหางมังกร

วัดมังกรบุปผาราม เป็นหนึ่งในวัดที่เป็นความตั้งใจของพระอาจารย์สกเห็ง ที่ท่านเคยได้จาริกมาจำพรรษาที่จังหวัดจันทบุรี (ประมาณ ปี พ.ศ. 2417) และต้องการสร้างวัดส่วนหางมังกรขึ้นที่จังหวัดจันทบุรีนี้ โดยตั้งชื่อว่า "เล่งฮั่วยี่" แต่ท่านก็มรณภาพไปก่อนที่วัดจะเสร็จ ศิษย์ของท่านที่เคยร่วมสร้างวัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) มาด้วยกัน คือ หลวงจีนคณาณัติจีนพรต (กวยเล้ง) ได้ดำเนินการต่อ แต่ก็มรณภาพลงเสียก่อน จึงทำให้โครงการสร้างวัดเล่งฮั่วยี่ ไม่มีผู้สานต่อ ต้องถูกพับไป ทิ้งร้างไว้นานกว่า 80 ปี

จนกระทั่งประมาณปี พ.ศ. 2508 มีพระเจตชฎา หรือ พระเย็นฮ้วง ศิษย์ของท่านพระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร(โพธิ์แจ้ง) อดีตเจ้าคณะใหญ่จีนนิกาย ต้องการสืบสานเจตนารมณ์การก่อสร้างวัดมังกรบุปผาราม(เล่งฮั่วยี่) ของพระอาจารย์สกเห็ง และด้วยความร่วมมือของผู้มีจิตศรัทธา ความร่วมแรงร่วมใจของพุทธศาสนิกชนหลายฝ่าย ได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์วัดมังกรบุปผารามขึ้นใหม่ และเมื่อพระเย็นฮ้วง มรณภาพลงด้วยไข้มาเลเรีย เมื่อ พ.ศ. 2518 พระมหาคณาจารย์จีนธรรมสมาธิวัตร ได้มอบต่อให้หลวงจีนคณาณัติจีนพรต(เย็นบุญ) เจ้าอาวาสวัดทิพยวารีวิหาร ดูแลงานการก่อสร้างวัดต่อ จนสำเร็จลุล่วง

วัดมังกรบุปผาราม มีลักษณะการวางผังของวัด เหมือนกับวัดมังกรกมลาวาส และวัดจีนประชาสโมสร สถาปัตยกรรมมีลักษณะผสมผสานอย่างกลมกลืน ระหว่างพุทธศิลป์ไทย-จีน แบบสถาปัตยกรรมจีนภาคใต้

ด้านหน้าวัดมีซุ้มประตูทางเข้าตามแบบศิลปะจีน จากนั้นจึงเป็นลานจอดรถโล่ง มีวงเวียนน้ำพุอยู่ด้านหน้า ด้านข้างซ้ายขวา มีหอแปดเหลี่ยมด้านละหอ แผนผังวัด มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยม มีพระอุโบสถอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยอาคารต่างๆ อยู่ในแนวสี่เหลี่ยมล้อมรอบ

* ประวัติพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร
พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร หรือพระอาจารย์สกเห็ง เป็นพระอาจารย์ จาริกมาจากมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน เดินทางมาในประเทศไทยในช่วงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ช่วงก่อน พ.ศ.2414) โดยพำนักอยู่ที่ วิหารพระกวนอิมข้างวัดกุศลสมาคร ในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ​ ด้วยท่านเป็นผู้เคร่งในศีล ทำให้ชาวจีนต่างเลื่อมใส และได้ช่วยกันบูรณะ วิหารเก่าแก่ของคณะสงฆ์จีน ที่ชื่อ “ย่งฮกอำ” ให้เป็นอารามฝ่ายจีนนิกายเป็นอารามแรก และได้เปลี่ยนชื่อเป็น "ย่งฮกยี่" ในปี พ.ศ.2430 ซึ่งต่อมาได้พระราชทานนามวัดว่า “วัดบำเพ็ญจีนพรต” และโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระอาจารย์สกเห็ง ให้เป็นพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรก
เมื่อพระสงฆ์จีนภายในวัดมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พระอาจารย์สกเห็งจึงขยับขยายโดยสร้างวัดใหม่บริเวณถนนเจริญกรุง เขตป้อมปราบ ให้ชื่อว่า “วัดเล่งเน่ยยี่” ต่อมาได้รับพระราชทานนามวัดว่า "วัดมังกรกมลาวาส"
หลังจากนั้น พระอาจารย์สกเห็ง และพระกวยเล้ง ผู้เป็นศิษย์ ได้ไปสร้างวัดเล่งฮกยี่ หรือ “วัดจีนประชาสโมสร” ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา และตั้งใจที่จะสร้างวัดเล่งฮั่วยี่ หรือวัดมังกรบุปผาราม ที่จังหวัดจันทบุรี อีกแห่งหนึ่ง แต่ก็มรณภาพก่อนที่วัดเล่งฮั่วยี่จะเสร็จ พระอาจารย์สกเห็ง มรณะภาพเมื่อปี พ.ศ. 2432

 

** วัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) กรุงเทพฯ เล่ง แปลว่ามังกร เน่ย แปลว่าดอกบัว ยี่แปลว่าวัด ถือเป็นส่วนหัวของมังกร รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามว่า วัดมังกรกมลาวาส

*** วัดจีนประชาสโมสร (เล่งฮกยี่) จังหวัดฉะเชิงเทรา เล่ง แปลว่ามังกร ฮก แปลว่า โชคลาภ วาสนา ยี่แปลว่าวัด (วัดมังกรแห่งวาสนา) เป็นส่วนท้องของมังกร รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามว่า วัดจีนประชาสโมสร

สิ่งที่น่าสนใจภายในวัดมังกรบุปผาราม

 


หอแปดเหลี่ยม
ตั้งอยู่บริเวณด้านซ้ายและขวาของวัด มีลักษณะเป็นเหมือนศาลาแบบจีน เปิดโล่ง 7 ด้าน มีผนังด้านหนึ่งสำหรับตั้งเครื่องบูชา
- หอแปดเหลี่ยมด้านขวา เป็นศาลาที่ระลึก พล.อ.กฤษณ์ ศรีวรา ซึ่งเป็นผู้ได้อุปถัมภ์การก่อสร้างวัดมังกรบุปผาราม ภายในประดิษฐาน พระสังฆารามโพธิสัตว์ คือเทพเจ้ากวนอู เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ดูแลรักษาวัดวาอาราม มีลักษณะเด่นคือ มีเครายาว ตาเรียวเล็ก คิ้วเหมือนหนอนไหม 2 ตัว วางพาดลงมา
- หอแปดเหลี่ยมด้านซ้าย ประดิษฐานรูปหล่อหลวงจีนคณาณัติจีนพรต(เย็นบุญ)

อาคารด้านหน้า
เป็นอาคารที่มีลักษณะแบบจีน หลังคาซ้อนเป็นชั้นๆ บนหลังคา มีรูปมังกรประดับกระเบื้องหลากสี อาคารด้านหน้าสุดนี้เป็น "วิหารท้าวจตุโลกบาล" ที่ผนังด้านนอกก่อนเข้าตัวอาคาร มีตัวอักษรสิทธัม (เป็นตัวอักษรแบบหนึ่งของอินเดียตอนเหนือ นิยมใช้เขียนภาษาสันสกฤต) ส่วนด้านในเป็นห้องโถงโล่ง ตรงกลางเป็นที่ประดิษฐานพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์
- พระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ (หมี่เล็กผ่อสัก) หรือพระอนาคตพุทธเจ้า เป็นพระเมตไตรยแบบจีน ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต มีลักษณะอ้วนท้วนสมบูรณ์ พุงพลุ้ยใหญ่ หน้าตายิ้มแย้ม ร่าเริง เบิกบานเป็นสุขตลอดเวลา

 

บริเวณมุมห้องโถงทั้ง 4 มุม มีธรรมบาล เป็นผู้ดูแลโลกในทิศทั้ง 4 ท้าวจตุโลกบาลทั้ง 4 ทิศ (ซี่ไต่เทียงอ้วง) ได้แก่
- ท้าวธตรฐมหาราช เป็นเทพปกครองทิศตะวันออก มีลักษณะเด่นคือ ถือพิณ เป็นผู้ปกครองคนธรรพ์
- ท้าววิรุฬหกมหาราช เป็นเทพผู้ปกครองทิศใต้ มีลักษณะเด่นคือ ถือร่ม เป็นผู้ปกครองกุมภัณฑ์(เทวดาร่างสูงใหญ่ ท้องโต ตาโต) และครุฑ
- ท้าววิรูปักษ์มหาราช เป็นเทพปกครองทิศตะวันตก มีลักษณะเด่นคือ ถือดาบ และงู เป็นผู้ปกครองพญานาค
- ท้าวกุเวรมหาราช หรือท้าวเวสสุวรรณ เป็นเทพปกครองทิศเหนือ มีลักษณะเด่นคือ ถือเจดีย์ เป็นผู้ปกครองยักษ์

นอกจากนี้ด้านหลังของพระศรีอาริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ยังเป็นที่ประดิษฐานของพระเวทโพธิสัตว์ (อุ้ยท้อผ่อสัก) ชาวจีนเชื่อว่า เป็นเทพธรรมปาลผู้ปกปักษ์ดูแลพระศาสนา แต่งกายคล้ายนักรบจีน และถือคฑา


อุโบสถตรงกลาง
เป็นอาคารที่สร้างตามสถาปัตยกรรมแบบจีน มีบันไดทางขึ้นด้านหน้าสองทาง ด้านในเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ คือ

 

- พระอมิตาภะพุทธเจ้า (องค์ซ้าย) เป็นพระพุทธเจ้าในดินแดนสุขาวดี (ทางทิศตะวันตก) เป็นพุทธเกษตรที่สวยงาม สุขสบาย
- พระศากยมุนีพุทธเจ้า (องค์กลาง) คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน หรือเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงออกผนวช
- พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้า (องค์ขวา) เป็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นครูแห่งยารักษาโรค อยู่ในดินแดนศุทธิไวฑูรย์ (ทางทิศตะวันออก) ถ้าผู้ใดบูชา นมัสการ ก็จะปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือหายเจ็บป่วยเร็วขึ้น

ภายในวัดยังมีสถานที่กราบสักการะบูชาอื่นๆ อีกรวมทั้งสิ้น 17 จุด ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีความหมายเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า พระธรรมบาล 24 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ต่างๆ เช่น

- พระสกันทะโพธิสัตว์ ผู้พิทักษ์พระศานา ผู้บูชาจะพ้นภัยพิบัติ มีสุขสมบูรณ์ตามปรารถนา
- พระศรีอารยเมตไตรยโพธิสัตว์ ผู้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต อำนวยพรให้ มั่งมี ศรีสุข อุดมสมบูรณ์
- พระจันทิโพธิสัตว์ (กวนอิม) ปางโปรดมนุษย์และสรรพสัตว์
- พระสยามตาราโพธิสัตว์ (ปางธิเบต)
- พระมารีจีโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ฝ่ายหญิง มักจะทรงรถลากด้วยหมูป่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีความเกี่ยวข้องกับตำนานการกินเจ


วิหารสุขาวดีตรีอารยะ
อยู่ด้านหลังอุโบสถ ภายในประดิษฐาน
- พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(กวงซีอิมผ่อสัก) (องค์ทางซ้าย) คือองค์เจ้าแม่กวนอิม
- พระอมิตาภพุทธเจ้า (องค์กลาง) องค์ศาสดาแห่งสุขาวดี ซึ่งเป็นพุทธเกษตรทางทิศตะวันตก
- พระมหาสถามปราปต์โพธิสัตว์(ไต่ซีจี่ผ่อสัก) (องค์ทางขวา) เป็นพระโพธิสัตว์อัครสาวกของพระอมิตาภพุทธเจ้า เป็นพระโพธิสัตว์ด้านกำลัง แสดงถึงพลังจิตที่เข้มแข็งของพระพุทธเจ้า

วิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์
ประดิษฐาน พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์(กวนซีอิมผ่อสัก) ปางสหัสรหัตถ์สหัสรเนตร (พระกวนอิมปางพันมือพันตา) แสดงถึงพระกรุณาในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์

วิหารพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั่งอ้วงผ่อสัก)
เป็นที่นับถือมากในศาสนาพุทธนิกายมหายาน มักมีลักษณะเป็นพระภิกษุมหายาน สวมหมวกซึ่งเรียกว่า "มาลา 5 พระพุทธองค์" หัตถ์ข้างหนึ่งถือไม้เท้าสำหรับเปิดประตูนรก อีกหัตถ์ถือแก้วสารพัดนึก ถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์ผู้โปรดสัตว์ที่อยู่ในนรกภูมิเและมนุษย์โลก
ข้อแนะนำ
- ลำดับการไหว้พระ 17 จุดในวัดมังกรบุปผาราม มีขั้นตอนการไหว้เรียงลำดับตามตัวเลขที่ติดไว้ที่จุดต่างๆ หรือสามารถขอโบรชัวร์จากทางวัด เพื่อดูลำดับการไหว้ได้
- ควรแต่งกายสุภาพ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อศาสนสถาน

 

งานประจำปีของวัดมี 2 งานคือ
- งานทำบุญประจำปี จัดหลังวันตรุษจีน 21 วัน (ตามจันทรคติจีน) เป็นสัปดาห์การปฏิบัติธรรมภาวนาพระนามพระอมิตาภะพุทธเจ้า(ฮุกชิก) เป็นช่วงการจัดงาน นาน 7-10 วัน สำหรับผู้ที่สนใจร่วมทำบุญถือศีล สามารถติดต่อพักกับทางวัดได้
- งานทอดกฐินประจำปี จัดช่วงหลังเทศกาลออกพรรษา

การเดินทาง
ห่างจากน้ำตกพลิ้ว 3 กิโลเมตร
ห่างจากหาดแหลมสิงห์, คุกขี้ไก่, ตึกแดง, โอเอซิส ซี เวิลด์ 17-18 กิโลเมตร
ห่างจากตัวเมืองจันทบุรี 16 กิโลเมตร

 

การเดินทาง สะดวกเพราะวัดตั้งอยู่ริมถนนสุขุมวิท หากใช้เส้นทางจันทบุรี - ตราด - อำเภอขลุง ก่อนถึงทางเข้าน้ำตกพลิ้ว ก็จะเห็นวัดอยู่ทางซ้ายมือ

จากเส้นสุขุมวิท

1จากแกลง จ.ระยอง ใช้เส้นทางถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3)ตรงไปเรื่อย ๆ พอถึงสามแยกปากแซง ให้เลี้ยวขวาไปทางจังหวัดตราด หรืออำเภอขลุง
 
2จากแยกปากแซง ตรงตามเส้นทางไปเรื่อยๆ ประมาณ 14 กิโลเมตร จะเจอวัดจะอยู่ทางซ้ายมือ ตรงข้ามโรงเรียนน้ำตกพลิ้ว (วัดอยู่ก่อนถึงทางเข้าน้ำตกพลิ้ว และก่อนแยกเข้าแหลมสิงห์)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
วัดมังกรบุปผาราม (เล่งฮั่วยี่)
ที่อยู่ ริมถนนสุขุมวิท ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี 22130
ติดต่อ 039-397-210, 081-939-7559

ไม่เสียค่าธรรมเนียมในการเข้าชม

เวลาทำการ
ทุกวัน 6.00 - 18.00 น.

 

ข้อมูลจากแหล่งอื่น และ รีวิว Pantip :123
Image
Gallery

แผนที่

แสดงร้านอาหารใกล้เคียง
สถานที่เที่ยวใกล้เคียง
ห่างออกไป ประมาณ: 1.2 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
พุทธอุทยานวัดชากใหญ่ เป็นวัดที่มีความสงบ ร่มรื่น มีสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ด้านพุทธประวัติมากมาย เป็นแหล่งเรียนรู้แนวพุทธประวัติแบบ 3 มิติ เป็นการเดินชมเพื่อเพิ่มความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวแต่ละปางของพระพุทธเจ้า เหมาะกับการพาครอบครัวแวะเที่ยวชม แวะได้ง่าย อยู่ไม่ห่างจากถนนสุขุมวิท และอยู่บนถนนสายหลักที่ตรงไปยังชายหาดแหลมสิงห์
ห่างออกไป ประมาณ: 2 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
น้ำตกพลิ้วเป็นน้ำตกที่มีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดจันทบุรี มีน้ำตลอดทั้งปี อยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง และเป็นเส้นทางผ่านไปยังจังหวัดตราด สามารถแวะได้สะดวก เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เหมาะแก่การพักผ่อนกับครอบครัว เล่นน้ำตกใสเย็น ชมธรรมชาติ และชื่นชมฝูงปลาพลวงที่เสมือนเป็นเจ้าบ้านคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวน้ำตก
ห่างออกไป ประมาณ: 6.9 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
จุดชมวิวเนินนางพญา เป็นจุดชมวิวที่มีคนพูดถึงมากที่สุด ถือเป็นหนึ่งใน เส้นทางชวนฝัน (Dream Destination) บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จุดที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก ได้เห็นวิวชายฝั่งทะเลแบบกว้างๆ และถนนโค้งสวยๆ ริมชายฝั่งทะเล ราวกับวิวต่างประเทศ โดยจุดชมวิวเนินนางพญานั้น ตั้งอยู่บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต แถวบริเวณหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี
ห่างออกไป ประมาณ: 7.5 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
จุดชมวิวเนินนางพญา เป็นจุดชมวิวที่มีคนพูดถึงมากที่สุด ถือเป็นหนึ่งใน เส้นทางชวนฝัน (Dream Destination) บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จุดที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก ได้เห็นวิวชายฝั่งทะเลแบบกว้างๆ และถนนโค้งสวยๆ ริมชายฝั่งทะเล ราวกับวิวต่างประเทศ โดยจุดชมวิวเนินนางพญานั้น ตั้งอยู่บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต แถวบริเวณหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี
ห่างออกไป ประมาณ: 7.8 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
จุดชมวิวเนินนางพญา เป็นจุดชมวิวที่มีคนพูดถึงมากที่สุด ถือเป็นหนึ่งใน เส้นทางชวนฝัน (Dream Destination) บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต จุดที่สวยที่สุดในภาคตะวันออก ได้เห็นวิวชายฝั่งทะเลแบบกว้างๆ และถนนโค้งสวยๆ ริมชายฝั่งทะเล ราวกับวิวต่างประเทศ โดยจุดชมวิวเนินนางพญานั้น ตั้งอยู่บนถนนเฉลิมบูรพาชลทิต แถวบริเวณหาดคุ้งวิมาน จันทบุรี
ห่างออกไป ประมาณ: 8.2 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
น้ำตกตรอกนอง เป็นสถานที่เที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยรอบเป็นป่าที่มีความสวยงาม เขียวชะอุ่มมีความเป็นธรรมชาติอยู่มาก เหมาะกับครอบครัว และกลุ่มเพื่อนที่จะมาพักผ่อนหย่อนใจ เล่นน้ำตก
ห่างออกไป ประมาณ: 9.6 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
อู่ต่อเรือพระเจ้าตาก เป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญในอดีต ที่ยังคงปรากฏหลักฐาน และร่องรอยที่ช่วยสานต่อเรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสิน เป็นแหล่งความรู้สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาด้านประวัติศาสตร์ และโบราณคดี
ร้านอาหารใกล้เคียง
ห่างออกไป ประมาณ: 0.1 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
ร้านหอยทอดนายเล็ก เป็นร้านหอยทอดที่อยู่ใกล้ทางเข้าน้ำตกพลิ้ว เป็นร้านที่มีชื่อเสียง มีความพิเศษกว่าร้านหอยทอดธรรมดาทั่วไป ตรงที่เพิ่มซีฟู้ดอื่นๆ เข้าไปในหอยทอดอีกมากมาย จนกลายเป็นหอยทอดจานยักษ์ เสริฟกันมาราวกับพิซซ่าจัมโบ้ แถมในจานยังเต็มไปด้วยความอลังการของบรรดาอาหารทะเลที่ยกกันมามากมาย
ห่างออกไป ประมาณ: 3.1 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
ก๋วยเตี๋ยวขาหมูลุงเสียงพลิ้ว เป็นร้านเก่าแก่ในอำเภอแหลมสิงห์ เปิดมานานกว่า 40 ปี สูตรการทำก๋วยเตี๋ยวตกทอดมาหลายรุ่น เป็นร้านดังในย่านตลาดพลิ้ว เป็นที่ยอมรับกันว่ารสชาติน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวได้ความกลมกล่อม ถึงเครื่องสมุนไพร ขาหมูนุ่ม ราคาก๋วยเตี๋ยวไม่แพง
ห่างออกไป ประมาณ: 4.4 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
ส้มตำเจ๊เก๋อ เนินโพธิ์ เป็นร้านอาหารอีสาน อยู่ในตำบลหนองบัว ที่ค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมืองไปสักหน่อย แต่ด้วยกิติศัพท์รสชาติความอร่อย ราคาไม่แพง ทำให้ร้านโด่งดัง เป็นที่รู้จักของบรรดาสาวกส้มตำ และอาหารรสแซบ ต่างแวะเวียนกันมาชิมอย่างไม่ขาดสาย ส้มตำเจ๊เก๋อ เนินโพธิ์ อยู่เส้นทางเดียวกับอู่ต่อเรือพระเจ้าตาก หากแวะไปแถวหนองบัว ต้องไม่พลาดร้านนี้
ห่างออกไป ประมาณ: 9 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
ร้านศรโภชนา ร้านอาหารในอำเภอขลุง เป็นอีกร้านนึงที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารทะเลสด ร้านนี้เป็นที่รู้จักกันดีของคนในพื้นที่ คนท้องถิ่นมักจะแนะนำบอกต่อ อยู่ริมถนนสุขุมวิท หาง่าย ไม่เน้นบรรยากาศ แต่เน้นที่รสชาติอาหารอร่อยถูกปาก ได้ฝีมือเชฟเก่าแก่จากร้านดัง ที่สำคัญราคาไม่แพงมากนัก
ห่างออกไป ประมาณ: 10 กิโลเมตร
* วัดจากเส้นตรง ไม่ใช่เส้นถนน
ครัวตะลุมบอล ร้านอาหารสไตล์ผับกึ่งเรสทัวรองท์ อยู่ห่างจากตัวเมืองไปหน่อย เป็นร้านที่ตั้งอยู่ในบริเวณสนามบอล บรรยากาศร่มรื่น เหมาะสำหรับการนัดพบ สังสรรค์ แบบสบายๆ หรือมาเป็นแบบครอบครัวก็มีสนามเด็กเล่นในร่ม อาหารรสชาติดี ราคาไม่แพงมาก
Tourism Authority of Thailand    Amazing Thailand     Pattaya Concierge     ChonHub     Kanchanaburi dot Co
Copyright © 2016 - 2020 | Ceediz.Com Contact: info@ceediz.com, info.ceediz@gmail.com